เเนวทางการบริหารจัดการความหวังที่องค์กรมีต่อหัวหน้างานหรือผู้จัดการเกี่ยวกับรูปแบบการทำงานในอนาคต

อยากเห็นหัวหน้างานหรือผู้จัดการแสดงบทบาทใหม่ๆ ริเริ่มกิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆ นำความรู้ นำวิธีการ นำเครื่องมือใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานและการบริหารคนมากยิ่งขึ้น ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ควรเตรียมการอย่างไรบ้าง

อย่างที่ผมเขียนไปในโพสต์ก่อนหน้าครับ ว่าการที่เราคาดหวังจากเขามากยิ่งขึ้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด มันเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วมันเป็นเรื่องที่ดีแล้ว อย่างน้อยมันก็แปลได้ว่า เรายังเห็นว่าเขาเหล่านั้นมีศักยภาพที่จะพัฒนาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ เราต้องวางแผนรองรับอย่างเป็นระบบด้วยครับ เพื่อให้หัวหน้างานหรือผู้จัดการเหล่านั้น มีความรู้ มีทักษะ มีความสามารถ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และที่สำคัญ เขาต้องมี [เวลางาน] สำหรับกิจกรรมและความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่องค์กรกำลังคาดหวังด้วย

1.  การสื่อสารเจตนา

ขั้นตอนแรกคือการสื่อสาร การชี้แจง การพูดคุย อธิบายให้เขาเหล่านั้นรับทราบและเข้าใจ ถึงความคาดหวัง ความจำเป็น ประโยชน์ที่เขาจะได้รับ ทั้งต่อตัวเขาเองและต่อลูกทีมของเขา สื่อสารให้เขาเห็นว่าบริษัทจริงจัง ตั้งใจ พร้อมให้การสนับสนุน พร้อมให้การช่วยเหลือ และพร้อมจะเรียนรู้ถูกผิดไปพร้อมๆ กันกับพวกเขาเหล่านั้น สื่อสารด้วยความจริงใจ

2.  การให้ความรู้

ต่อมาคือเรื่องของการให้ความรู้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราคาดหวังว่าหัวหน้างานหรือผู้จัดการเหล่านั้น ควรแสดงบทบาทของการเป็นวิทยากรผู้สอน เป็นเทรนเนอร์ เป็นโค้ช เราก็ต้องเริ่มต้นจากการสอน การให้ความรู้ การฝึกอบรม ให้เขาเข้าใจก่อนว่า สิ่งเหล่านั้นมันคืออะไร มันต้องเริ่มต้นอย่างไร มันมีหลักการอย่างไร ขั้นตอนการประยุกต์ใช้เป็นอย่างไร ต้องให้เขาได้เข้าใจความรู้พื้นฐานตรงนี้ก่อนครับ

3.  การสร้างเวทีให้เขาได้ฝึกทักษะ

เมื่อเขาเหล่านั้นมีความรู้แล้ว ผู้บริหารก็ต้องมีกิจกรรม มีเวที หรือแม้แต่การสื่อสารในองค์กร ให้พนักงานทุกคนเข้าใจว่า บริษัท หัวหน้างาน และผู้จัดการ ตอนนี้เรากำลังทำกิจกรรมอะไรกันอยู่ และหลังจากนี้หัวหน้างานเหล่านี้ผู้จัดการเหล่านี้ จะต้องประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะเหล่านี้กับพนักงานทุกคน ขอให้พนักงานทุกคนให้ความร่วมมือกับหัวหน้างานและผู้จัดการด้วย ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ก็ต้องสื่อสารอะไรแบบนี้ไปด้วย เพื่อให้การทำงานของหัวหน้างานและผู้จัดการ จะได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น เพราะมันเป็นกิจกรรมเชิงนโยบายของบริษัท พนักงานในบริษัทก็จะได้เข้าใจแบบนี้

4.  การติดตามผลและการให้ความช่วยเหลือ

การนำความรู้ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ช่วงแรก ให้เกิดเป็นทักษะ ให้เกิดเป็นความเชี่ยวชาญ จนเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายครับ หัวหน้างานเหล่านั้นผู้จัดการเหล่านั้น อาจเจออุปสรรคหรือปัญหา ในฐานะผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ก็ต้องมีบรรยากาศของการเข้าไปพูดคุย ไปรับฟัง ว่าเขาเหล่านั้นติดขัดปัญหาอะไรหรือไม่ ได้รับความร่วมมือดีมากน้อยขนาดไหน อยากได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมในเรื่องไหนหรือประเด็นใดบ้าง ต้องมีกิจกรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่องครับ

5.  การสร้างทายาทหรือ Successor

แน่นอนว่าเมื่อเราคาดหวังให้หัวหน้างานหรือผู้จัดการรับผิดชอบและแสดงบทบาทใหม่ๆ ในองค์กร แปลว่าเขาต้องใช้เวลามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราต้องวางแผนรับมือล่วงหน้าด้วยว่า เมื่อเขาต้องรับผิดชอบงานใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น แล้วงานเดิมที่เขารับผิดชอบอยู่เราจะทำอย่างไร ประเด็นนี้เราอาจใช้โครงการในการสร้างทายาท การพัฒนามือซ้ายหรือมือขวาที่เรียกว่า Successor เพื่อมารับงานเดิมที่หัวหน้างานหรือผู้จัดการคนนั้นเคยรับผิดชอบอยู่ เมื่อทายาทพร้อม หัวหน้างานหรือผู้จัดการ ก็สามารถกระจายงานเดิมที่ตัวเองเคยรับผิดชอบ ลงไปให้ทายาทรับผิดชอบแทนได้ บริษัทก็วิน หัวหน้างานก็วิน ผู้จัดการก็วิน ทายาทก็วินเพราะได้โอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองและแสดงผลงานของตัวเองด้วย

6.  การกำจัดงานเดิม ๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่า

ระหว่างนี้ควรมีกิจกรรมในเชิงปรับปรุงกระบวนการทำงานประกอบด้วย เช่น การวิเคราะห์งานที่ไม่จำเป็น การวิเคราะห์งานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า การวิเคราะห์งานที่สามารถลดการทำงานของคนมาเป็นโปรแกรมอัตโนมัติแทน การตัดงานที่ไม่จำเป็นทิ้ง การปรับวิธีการทำงานที่เคยยุ่งยากหรือซับซ้อนให้กลายเป็นวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น การมีกิจกรรมตรงนี้ประกอบด้วยก็จะสนับสนุนให้ทุกคนได้ทรัพยากรสำคัญที่เรียกว่า [เวลางาน] เพื่อนำมาใช้สำหรับกิจกรรมใหม่ๆ บทบาทใหม่ๆ ความรับผิดชอบใหม่ๆ ที่องค์กรกำลังคาดหวังอีกทางหนึ่งด้วย